การปฏิรูปการศึกษา 2558
ปี 2558 ภารกิจที่น่าจะเห็นเป็นรูปธรรม
สภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช. ) และกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) คือการปฏิรูปการศึกษา
อยู่ระหว่างระดมความคิดเห็นเพื่อยกร่างกรอบปฏิรูปการศึกษาโดยสำนักงานสภาการศึกษา
(สกศ.) แต่องค์กรหลักต่างๆ หนึ่งในนั้น คือ การยกร่างหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐานฉบับใหม่
เพื่อใช้แทนหลักสูตรปัจจุบัน พ.ศ. 2551 ซึ่งน่าจะมีการเติมความทันสมัยให้หลักสูตรแกนกลางไทยตามทันโลกในศตวรรษที่
21 และอาจมีการปรับโครงสร้างหลักสูตรใหม่ตามเสียงเรียกร้องจากหลายๆ
ฝ่าย
นอกจากนั้น ยังมีโครงการนำร่องการกระจายอำนาจการบริหารจัดการให้แก่เขตพื้นที่การศึกษาและสถานศึกษาใน
20 เขตพื้นที่การศึกษา
เพื่อปูทางสู่การเป็นโรงเรียนนิติบุคคล ทั้ง 2 โครงการเปิดตัวช่วงปลายปี
2557 และจะเริ่มดำเนินการอย่างจริงจังช่วงต้นปี 58 ไฮไลท์สุดๆ ของปีนี้ คือ การปรับโครงสร้างกระทรวงศึกษาธิการ
ต้องจับตาดูว่า สุดท้ายแล้ว ศธ.จะแตกออกเป็นกี่กระทรวง
รศ.ประภาภัทร นิยม
สปช.ด้านการศึกษา และที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ บอกว่า
มุมปฏิรูปการศึกษาของ สปช.นั้น จะมองการศึกษาในมิติที่กว้างขึ้น
ไม่ได้มองแต่เฉพาะมิติในห้องเรียน
แต่มองเป็นเรื่องการพัฒนาคนทั้งระบบตั้งแต่แรกเกิดจนถึงการเรียนรู้ตลอดชีวิต
คลุกเคล้ากันทั้งมิติด้านการศึกษา คุณธรรม จริยธรรม วัฒนธรรม คุณภาพชีวิต
ในมุมมองของ สปช. ไม่ได้ให้ความสำคัญต่อเรื่องปรับโครงสร้างกระทรวงศึกษาธิการ
แต่มองว่าการศึกษาเป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ ที่มีหลายฝ่ายเกี่ยวข้อง
รศ.ประภาภัทร บอกว่า จะมีการเสนอให้ตั้งบอร์ดพัฒนามนุษย์
เพื่อเป็นเจ้าภาพดูแลการพัฒนาทรัพยากรบุคคลโดยองค์รวม ขณะเดียวกัน
สปช.ด้านการศึกษา ต้องการส่งเสริมการกระจายอำนาจด้วย เพราะเชื่อว่า
ปัญหาการจัดการศึกษามาจากการบริการจัดการที่รวมศูนย์ไว้ที่ส่วนกลาง
จึงควรมีการกระจายอำนาจให้พื้นที่และโรงเรียน รวมถึงกระจายอำนาจให้ภาคส่วนเอกชน
มาช่วยจัดการศึกษาด้วย เพราะฉะนั้นแนวโน้มการปฏิรูการศึกษาของ
สปช.จึงเป็นการผ่าระบบจัดการศึกษา ไม่ใช่ผ่าโครงสร้างกระทรวงศึกษาธิการ
ด้าน ดร.อมรวิชช์
นาครทรรพ สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ
กรรมาธิการปฏิรูปการศึกษาและการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์
และผู้ช่วยเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวว่า
โจทย์ใหม่การศึกษาไทยต้องตอบโจทย์ชีวิต วิชาชีพ และวิชาการ ขณะเดียวกัน
รัฐต้องให้ความสำคัญกับการพัฒนาคุณภาพคน ต้องถือว่าการศึกษาเป็นนโยบายสูงสุด
และมีความสำคัญในทุกด้าน
“อนาคตการศึกษาไม่ได้อยู่ในมือของกระทรวงศึกษาธิการอีกต่อไปแล้ว
เพราะการศึกษาเป็นการสร้างคน ดังนั้น ทุกกระทรวง ไม่ว่าจะเป็น กระทรวงสาธารณสุข
กระทรวงวัฒนธรรม กระทรวงมหาดไทย กระทรวงวิทยาศาสตร์ ฯลฯ ต้องมาร่วมกันพัฒนาคน
สร้างบุคลากรของประเทศ โดยบูรณาการการทำงานร่วมกัน
จะเป็นการพัฒนาการศึกษาในลักษณะข้ามกระทรวงมากขึ้น นอกจากนั้น จะมีการกระจายอำนาจเพิ่มขึ้น
โดยใช้พื้นที่เป็นตัวตั้ง จะเห็นการทำงาน 4-5 กระทรวง
มาร่วมกัน พัฒนาในแต่ละพื้นที่ ขณะเดียวกัน โรงเรียนจะมีความเป็นนิติบุคคล
เพื่อให้มีการบริหารหลักสูตรที่ตอบโจทย์คนในชุมชนและความต้องการของเด็กใน
แต่ละพื้นที่ ไม่ใช่มาตอบโจทย์หลักสูตรส่วนกลางที่เน้นเฉพาะวิชาการ
ไม่ตอบชีวิต ตอบโจทย์การมีงานทำของคนในพื้นที่“
ด้าน
รศ.พินิติ รตะนานุกูล เลขาธิการ สกศ.
ในฐานะเลขานุการคณะกรรมการอำนวยการปฏิรูปการศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ
กล่าวว่า จากการประชุมคณะกรรมการอำนวยการปฏิรูปการศึกษาฯ ไปเมื่อวันที่ 17
ธันวาคม ที่ประชุมได้เห็นชอบในหลายๆ เรื่อง ไม่ว่าจะเป็น
การตั้งคณะอนุกรรมการ 7 ชุดเพื่อดูแลการปฏิรูปการศึกษานแต่ละด้าน
และเป็นกลไกการดำเนินงานกับสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) และ สปช.
ทั้งนี้
มีความจำเป็นในการวางระบบการผลิตครูที่มีคุณภาพ
เพราะการผลิตและพัฒนาครูถือเป็นเรื่องสำคัญมากต่อความสำเร็จในการปฏิรูปการศึกษาของไทย
โดยนำบทเรียนการผลิตและพัฒนาครูของประเทศต่างๆ
ที่ประสบความสำเร็จด้านการปฏิรูปการศึกษามาเปรียบเทียบกับการผลิตครูของไทยด้วย
ส่วนเรื่องการจัดโครงสร้างของ 3 หน่วยงานใน ศธ. คือ
สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา (สกศ.) สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.)
และสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) นั้นเห็นว่าไม่ใช่เรื่องง่าย
ต้องดำเนินการให้เกิดความรอบคอบมากที่สุด ทั้งนี้
การประชุมคณะกรรมการอำนวยการปฏิรูปการศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ ครั้งต่อไป
กำหนดให้มีขึ้นในช่วงบ่ายวันพุธที่ 7 มกราคม 2558 ที่สกศ.
สุดยอดด
ตอบลบเนื้อหาดีมาก
ตอบลบ